ประเภทของยาระบาย

แชร์บทความนี้

ประเภทของยาระบาย

เมื่อมี อาการท้องผูกขับถ่ายยาก หลายครั้งต้องนั่งนานเป็นชั่วโมงเพื่อเบ่งถ่าย อันเนื่องจากพฤติกรรมการรับประทานอาหารของแต่ละคนหรือเป็นที่ร่างกายของบุคคลนั้นก็ตามที่ทำให้ขับถ่ายยาก วิธีที่นิยมใช้เป็นอันดับแรกก็คือการใช้ยาระบาย ปัจจุบันยาระบายมีหลากหลายประเภทแล้วแต่จะเลือกใช้

ประเภทของยาระบาย

  1. ยาระบายชนิดเพิ่มปริมาณอุจจาระ (ฺBulk-forming laxatives) ออกฤทธิ์ทำให้อุจจาระจับตัวกัน เพื่อเพิ่มความสามารถในการกักเก็บน้ำ อุจจาระจะมีขนาดใหญ่ซึ่งช่วยกระตุ้นการทำงานของลำไส้ให้ขับถ่ายได้เร็วขึ้น โดยมีไซเลียม (Psyllium) เมธิลเซลูโลส (Methylcellulose) และโพลีคาร์โบฟิล (Polycarbophil) ก่อนรับประทานยาในกลุ่มนี้ต้องปล่อยให้ยาพองตัวในน้ำให้เต็มที่ก่อน และต้องดื่มน้ำตามให้เพียงพอเพื่อป้องกันไม่ให้ยาอุดตันทางเดินอาหาร เหมาะกับผู้ที่ท้องผูกเนื่องจากรับประทานอาหารที่มีไฟเบอร์น้อยและลำไส้ยังสามารถทำงานได้ดี ผู้ที่ลำไส้บีบตัวไม่ดีซึ่งพบได้ในผู้สูงอายุ อาจได้รับประโยชน์ไม่เต็มที่จากการใช้ยาในกลุ่มนี้โดยลำพัง (บางกรณีจึงต้องให้ยาในกลุ่มอื่นร่วมด้วย) อีกทั้งยังทำให้ท้องอืดได้ง่าย นอกจากนี้ไม่ควรใช้กับท้องผูกชนิดที่อุจจาระอัดเป็นก้อนแข็งจนถ่ายไม่ออก ยากลุ่มนี้ใช้เวลา 2-3 วันกว่าจะเห็นผลในการช่วยขับถ่าย
  2. ยาระบายชนิดเพิ่มน้ำในลำไส้ (Osmotic laxatives) ยาในกลุ่มนี้ออกฤทธิ์ดึงน้ำไว้ในช่องลำไส้ใหญ่โดยวิธีออสโมซิส (osmosis) ช่วยให้อุจจาระนุ่มและผ่านสำไส้ใหญ่ได้ดีขึ้น ยาบางชนิดอาจมีกลไกการออกฤทธิ์อย่างอื่นร่วมด้วย มีประสิทธิภาพในกรณีที่อุจจาระเป็นก้อนแข็ง การใช้เป็นเวลานานจะเสี่ยงต่อการขาดสารอาหารและการเสียสมดุลอิเล็กโทรไลต์ นอกจากนี้แมกนีเซียมถูกดูดซึมเข้าร่างกายได้เล็กน้อย อาจรบกวนการทำงานของระบบประสาทและกล้ามเนื้อ ควรหลีกเลี่ยงในผู้ป่วยโรคไตและโรคหัวใจยาในกลุ่มนี้ใช้เวลาแตกต่างกันกว่าจะเริ่มเห็นผลในการช่วยขับถ่าย ซึ่งพีอีจีใช้เวลา 2-4 วันหลังรับประทานยา แล็กทูโลสใช้เวลา 1-2 วัน ส่วนแมกนีเซียมไฮดรอกไซด์ใช้เวลา 0.5-6 ชั่วโมง
  3. ยาระบายชนิดกระตุ้นการทำงานของลำไส้ (Stimulant laxatives)  ออกฤทธิ์กระตุ้นการทำงานของลำไส้ให้บีบตัวเพิ่มขึ้น ไม่ควรใช้ยาระบายประเภทนี้เป็นประจำ เนื่องจากทำให้เกิดภาวะขาดน้ำและอิเล็คโทรไลท์ในร่างกายเสียสมดุลได้ โดยมีบิซาโคดิล (Bisacodyl) และเซนโนไซด์ (Sennosides) เป็นสารออกฤทธิ์นอกจากนี้การใช้เป็นเวลานานอาจรบกวนระบบประสาทในทางเดินอาหาร (enteric nervous system) ยาในกลุ่มนี้เริ่มเห็นผลในการช่วยขับถ่ายภายใน 6-12 ชั่วโมงหลังรับประทานยา หากเป็นบิซาโคดิลชนิดให้ทางทวารหนักเห็นผลในการช่วยขับถ่ายภายใน 10-45 นาที
  4. ยาระบายชนิดทำให้อุจจาระนุ่ม (Stool softeners) ตัวอย่างเช่น ด็อกคิวเสต (docusate sodium และ docusate calcium) ยาในกลุ่มนี้ออกฤทธิ์ดึงน้ำเข้ามาในก้อนอุจจาระโดยลดแรงตึงผิวอุจจาระ (detergent-like action) ทำให้อุจจาระเหลวและขับถ่ายง่าย มีประสิทธิภาพในกรณีที่อุจจาระเป็นก้อนแข็ง ข้อมูลการศึกษาด้านประสิทธิภาพและความปลอดภัยของยาในระยะยาวมีน้อย ยาให้ผลช่วยขับถ่ายภายใน 1-2 วันหลังรับประทาน หากเป็นชนิดที่ให้ทางทวารหนักยาให้ผลช่วยขับถ่ายภายใน 15 นาที
  5. ยาระบายที่ทำให้อุจจาระนิ่ม (Emollient Laxative) ออกฤทธิ์เพิ่มความชุ่มชื้นและทำให้อุจจาระนิ่มขึ้น อ่อนโยนต่อระบบขับถ่าย สามารถใช้ได้เป็นประจำ เหมาะสำหรับผู้ที่มีอาการท้องผูกไม่มากหรือท้องผูกเรื้อรัง โดยมีด็อกคูเสทโซเดียม (Docusate Sodium) และด็อกคูเสทแคลเซียม (Docusate Calcium) เป็นสารออกฤทธิ์
  6. ยาระบายแบบสารหล่อลื่น (Lubricant Laxative) ออกฤทธิ์เคลือบอุจจาระและลำไส้เพื่อป้องกันการสูญเสียน้ำและทำให้อุจจาระเคลื่อนตัวได้ง่ายขึ้น เหมาะสำหรับผู้ที่มีอาการท้องผูกในระยะสั้นและต้องการขับถ่ายโดยด่วน โดยมีน้ำมันแร่ (Mineral Oil) เป็นสารออกฤทธิ์
  7. ยาระบายแบบไฮเปอร์ออสโมติก (Hyperosmotic Laxative) ออกฤทธิ์ดึงน้ำเข้าสู่ลำไส้ ทำให้อุจจาระนิ่มขึ้นและทำให้อุจจาระเคลื่อนตัวได้ง่ายขึ้น เหมาะสำหรับผู้ที่มีอาการท้องผูกเรื้อรัง หากมีการใช้ยาระบายในรูปแบบนี้ติดต่อกันเกิน 1 สัปดาห์ ควรปรึกษาแพทย์หรือเภสัชกร โดยมีโพลีเอทิลีน ไกลคอล (Polyethylene Glycol) และกลีเซอรีน (Glycerin) เป็นสารออกฤทธิ์
  8. ยาระบายแบบเกลือ (Saline Laxative) ออกฤทธิ์ดึงน้ำเข้าสู่ลำไส้ ทำให้อุจจาระนิ่มขึ้น กระตุ้นการทำงานของลำไส้และทำให้อุจจาระเคลื่อนตัวได้ง่ายขึ้น โดยยาระบายแบบเกลือจะมีสารออกฤทธิ์ คือ แมกนีเซียมซิเตรท (Magnesium Citrate) และแมกนีเซียมไฮดรอกไซด์ (Magnesium Hydroxide) หรือมิลค์ออฟแมกนีเซีย ซึ่งเป็นยาสามัญประจำบ้านที่หาซื้อได้ทั่วไป แต่ไม่ควรใช้ยาระบายในรูปแบบนี้เป็นประจำ เนื่องจากทำให้เกิดภาวะขาดน้ำและอิเล็คโทรไลท์ในร่างกายเสียสมดุลได้ 

หากใครที่มีอาการท้องผูกขับถ่ายยากขอแนะนำ ยาหมิง เป็นยาระบาย ช่วยล้างสารพิษในลำไส้ ป้องกันและ บรรเทาอาการท้องผูก ช่วยให้ระบบขับถ่ายดีขึ้นและเป็นปกติปรับสมดุลการไหลเวียนของเลือดในร่างกายให้เป็นปกติ ช่วยให้เลือดไหลเวียนดีขึ้น

ขอขอบคุณที่มา

ปัญหาท้องผูก ต้องแก้ให้ถูกวิธี, ท้องผูกและการใช้ยาระบาย, ยาระบาย

เครื่องมือทางการแพทย์
ยาหมิง ยาระบาย

หากต้องการซื้อยาสมุนไพรไทย-จีน บริษัท แม็กดีซีน จำกัด เป็นผู้นำเข้าและจำหน่าย ยาสมุนไพรไทย-จีน ที่มีคุณภาพอุดมไปด้วยสมุนไพรไทย-จีน หลากหลายชนิดที่จะสามารถช่วยเสริมสร้างปรับสมดุลของร่างกาย และช่วยคืนความสดใสให้กับคุณ มีมาตรฐานสากล ท่านที่สนใจสามารถคลิกอ่านรายละเอียดเพิ่มเติม หรือ ติดต่อสอบถาม เพิ่มได้ทันที

แสดงความคิดเห็น

Get updates and learn from the best

บทความใกล้เคียง

ชุดตรวจสารเสพติดใช้ไม่หมด
Blog

ชุดตรวจสารเสพติดใช้ไม่หมด เปิดซองแล้วทำยังไง? ใช้ต่อได้ไหม

หลายคนสงสัยว่า อุปกรณ์หรือผลิตภัณฑ์ที่เปิดซองแล้วใช้ไม่หมด เช่น ถุงมือยาง หน้ากากอนามัย ชุดตรวจ หรืออุปกรณ์ทางการแพทย์บางชนิด สามารถเก็บไว้ใช้ต่อได้หรือไม่ คำตอบคือ ขึ้นอยู่กับประเภทสินค้า วิธีการเก็บรักษา และการสัมผัสกับอากาศหรือความชื้น หากเป็นสินค้าที่ออกแบบมาให้ใช้ครั้งเดียว (Single-use) มักไม่ควรนำกลับมาใช้ซ้ำ แต่หากเป็นสินค้าที่ไม่ได้ระบุให้ใช้ครั้งเดียว และยังอยู่ในสภาพสะอาด แห้ง และไม่ปนเปื้อน ก็สามารถเก็บไว้ใช้ต่อได้ โดยต้องเก็บในภาชนะที่ปิดสนิทและหลีกเลี่ยงความชื้นหรือแสงแดด

วิธีเช็คชุดตรวจสารเสพติด
Blog

วิธีเช็คชุดตรวจสารเสพติด วันหมดอายุและสภาพชุดตรวจอย่างไร ก่อนใช้งานจริง

ก่อนใช้ชุดตรวจสุขภาพ เช่น ชุดตรวจ ATK หรือชุดตรวจทางการแพทย์อื่น ๆ ควรตรวจสอบ วันหมดอายุ สภาพบรรจุภัณฑ์ และอุปกรณ์ภายในชุดตรวจ เพื่อให้มั่นใจว่าผลตรวจมีความแม่นยำ หากใช้ชุดตรวจที่หมดอายุหรือมีความเสียหาย อาจทำให้เกิด ผลตรวจคลาดเคลื่อน (False Positive หรือ False Negative) ได้

ชุดตรวจสารเสพติด
Blog

7 ข้อควรรู้ก่อนซื้อชุดตรวจสารเสพติดมาใช้เอง

ชุดตรวจสารเสพติด (Drug Test Kit / Urine Drug Test) เป็นอุปกรณ์ตรวจปัสสาวะที่ใช้คัดกรองสารเสพติดเบื้องต้น เช่น ยาบ้า (Methamphetamine), กัญชา (THC), มอร์ฟีน (Morphine) หรือเคตามีน โดยสามารถรู้ผลได้รวดเร็วภายในประมาณ 3–5 นาที

line logo