สาระน่ารู้

ภัยร้ายแรงของฝุ่นจิ๋ว

ภัยร้ายแรงของฝุ่นจิ๋ว

pm2.5 1 1 ภัยร้ายแรงของฝุ่นจิ๋ว

ภัยร้ายแรงของฝุ่นจิ๋ว

ภัยร้ายแรงของฝุ่นจิ๋ว ด้วยขนาดที่เล็กมาก ทำให้ฝุ่นละอองพิษ PM2.5 สามารถถูกสูดเข้าลึกถึงทางเดินหายใจและปอดบางอนุภาคยังอาจเข้าสู่กระแสเลือด
ไหลเวียนไปทั่วร่างกาย ก่อให้เกิดปัญหาสุขภาพมากมาย  ดังนี้

1. ภัยร้ายต่อทางเดินหายใจและปอด

แน่นอนว่ามลพิษในอากาศส่งผลโดยตรงกับระบบทางเดินหายใจและปอด ยิ่งเมื่อฝุ่นละอองขนาดเล็กที่ไม่สามารถมองเห็นด้วยตาเปล่า ยิ่งสามารถผ่านเข้าสู่ทางเดินหายใจได้ง่ายและรวดเร็ว ส่งผลให้ผู้ป่วยโรคหอบหืดกำเริบ หรือเป็นสาเหตุให้คนปกติเป็นหอบหืดได้เช่นกัน หากไม่รีบแก้ไข หรือไม่รู้ตัวว่าได้สูดเอามลพิษขนาดเล็กเข้าสู่ระบบทางเดินหายใจและปอดจนสะสมเป็นเวลานาน อาจเป็นปัจจัยให้เกิดมะเร็งปอดได้ในที่สุด

2. ภัยร้ายต่อหัวใจ

การสูดหายใจเอาฝุ่นละอองพิษเล็กจิ๋วติดต่อกันระยะหนึ่ง ส่งผลให้เกิดการตะกอนภายในหลอดเลือด จนทำให้เกิดหัวใจวาย หรือหลอดเลือดสมองตีบได้ ทั้งนี้การสัมผัสมลพิษทางอากาศยังมีผลต่อเซลล์กล้ามเนื้อหัวใจ ทำให้เต้นผิดจังหวะ และอาจรุนแรงจนส่งผลให้หัวใจวายเฉียบพลัน

3. ภัยร้ายต่อสมอง

เมื่อฝุ่นผงขนาดเล็กสามารถผ่านเข้าสู่กระแสเลือดและเกิดการสะสมขึ้นส่งผลให้ความดันโลหิตสูงและเลือดมีความหนืด ซึ่งเพิ่มความเสี่ยงให้เกิดลิ่มเลือดในสมอง รวมถึงหลอดเลือดแดงในสมองแข็งตัว  ทำให้เส้นเลือดในสมองตีบหรือแตก เป็นสาเหตุของโรคอัมพฤกษ์อัมพาตและเสียชีวิตได้

4. กลุ่มเสี่ยงอันตรายจากฝุ่นพิษ

ชาวกรุงเทพฯ ทุกคนที่กำลังเผชิญปัญหาฝุ่นพิษที่ไม่ป้องกัน มีความเสี่ยงเกิดโรคมากน้อยขึ้นกับสุขภาพและความแข็งแรงของร่างกาย สำหรับเด็ก หญิงมีครรภ์ ผู้สูงอายุ และผู้มีโรคประจำตัว โดยเฉพาะโรคปอดหรือโรคหัวใจ ถือเป็นผู้มีความเสี่ยงสูงขึ้น

5. เด็ก

ยิ่งอายุน้อย ยิ่งเพิ่มความเสี่ยงมากขึ้น เนื่องจากเด็กเล็กมีภูมิคุ้มกันโรคน้อยกว่าผู้ใหญ่ อวัยวะต่างๆ ในร่างกายยังอยู่ในระยะที่กำลังพัฒนา ทั้งนี้ฝุ่นพิษในอากาศที่สามารถเข้าสู่ระทางเดินหายใจและกระแสเลือดได้ง่ายจะไปขัดขวางการเจริญเติบโตของระบบต่างๆ  หรือทำให้เกิดโรคร้ายแรงในที่สุด

6. หญิงมีครรภ์

นอกจากภัยร้ายส่งผลต่อตัวคุณแม่ตั้งครรภ์ที่สูดฝุ่นละอองโดยตรงแล้ว ทารกในครรภ์ยังเป็นอันตรายด้วยเช่นกัน  มีการศึกษาพบว่ามลพิษในอากาศมีผลต่อการคลอดก่อนกำหนด เสี่ยงแท้งบุตรและเพิ่มอัตราการตายของทารกในครรภ์ได้

7. ผู้สูงอายุ

เมื่ออายุมากขึ้น อวัยวะเริ่มเสื่อมถอย ระบบการทำงานต่างๆ ในร่างกายลดลง ส่งผลให้ภูมิคุ้มกันลงดลง หากต้องเผชิญกับฝุ่นละอองอาจมีแนวโน้มเสี่ยงต่อโรคหัวใจและหอบหืด โดยเฉพาะผู้สูงอายุที่มีโรคประจำตัว ควรหลีกเลี่ยงการเผชิญฝุ่นพิษให้มากที่สุด

8. ผู้ป่วยหรือมีโรคประจำตัว

โดยเฉพาะผู้ป่วยโรคทางเดินหายใจ โรคปอด และโรคหัวใจชนิดต่างๆ การสูดฝุ่นผงเข้าสู่ร่างกายโดยตรงส่งผลให้โรคกำเริบ อาจถึงกับชีวิตได้  


การป้องกันพิษฝุ่น PM 2.5 ด้วยตัวเอง

1.หลีกเลี่ยงกิจกรรมนอกบ้าน
การเดินทางกลางแจ้งส่งผลให้ต้องสัมผัสและสูดดมละอองฝุ่นจำนวนมาก จึงควรหลีกเลี่ยงการออกจากบ้านโดยไม่จำเป็น โดยเฉพาะผู้ที่นิยมออกกำลังกายกลางแจ้งควรงดในช่วงที่มีภาวะหมอกควันและฝุ่นสูง เนื่องจากการใช้แรงมากหรือหายใจแรงอาจยิ่งเพิ่มการสูดเอาละอองฝุ่นผง PM2.5 เข้าสู่ทางเดินหายใจและปอดมากขึ้น

2. พยายามอยู่บ้านหรือภายในอาคารที่ปิดมิดชิด
อาจใช้เครื่องปรับอากาศภายในบ้านแม้อุณภูมิภายนอกไม่สูงหรือปิดหน้าต่างให้มิดชิดในช่วงที่มีมลพิษสูง บางกรณีอาจใช้เครื่องฟอกอากาศที่มีประสิทธิภาพเพื่อช่วยกรองอนุภาคฝุ่นละอองขนาดเล็ก

3. งดสูบบุหรี่และกิจกรรมที่ทำให้เกิดควัน
การสูบบุหรี่หรือสูดกลิ่นควันอาจส่งผลให้ระบบทางเดินหายใจและปอดอ่อนแอ เมื่อต้องเผชิญกับฝุ่นพิษในอากาศยิ่งส่งผลให้สุขภาพแย่ลง เพิ่มความเสี่ยงเกิดหอบหืดและมะเร็งปอด

4. หน้ากาก
ป้องกันตัวเองจากการสูดฝุ่นขนาดเล็ก PM2.5 ด้วยมาสก์ปิดจมูกที่สามารถกรองอนุภาคฝุ่นละอองพิษได้สูง เช่น
หน้ากาก N95 กรองได้อย่างน้อย  95%  และหน้ากาก N99 กรองได้มากถึง 99%  โดยต้องสวมอย่างถูกต้องตามวิธีที่ระบุไว้ในบรรจุภัณฑ์
ทั้งนี้ยังควรหมั่นกระชับหน้ากากไม่ให้หลวม เนื่องจากฝุ่นละอองมีขนาดเล็กมากจะสามารถลอดผ่านหน้ากากได้ง่ายไม่ควรนำหน้ากากใช้แล้ว
กลับมาใช้ใหม่

การเลือก หน้ากากที่มีประสิทธิภาพ นั้นก็สำคัญควรเลือกหน้าการที่ได้รับรองมาตรฐานระดับสากลอย่าง MAG MASK ,KN 95 MAG D CARE หน้ากากอนามัยที่จะช่วยปกป้องคุณจากฝุ่น PM2.5 วัสดุชนิดเกรดทางการแพทย์กระบวนการผลิตที่สะอาดจากโรงงานที่ได้มาตรฐานที่สำคัญสามารถใช้ป้องกันและกรองฝุ่นขนาดเล็ก 0.3 ไมครอน PM 2.5 ได้ถึง 95% มีทั้งไซส์ขนาดผู้ใหญ่ และเด็ก

เครื่องมือทางการแพทย์
หน้ากาก KN 95 (แบบมีตะขอ)

หากต้องการซื้ออุปกรณ์เพื่อสุขภาพ บริษัท แม็กดีซีน จำกัด เป็นผู้นำเข้าและจำหน่าย อุปกรณ์เพื่อสุขภาพ ที่มีคุณภาพและออกแบบมาเพื่อส่งเสริมสุขภาพและอำนวยความสะดวกในการดูแลสุขภาพของบุคคล มีมาตรฐานสากล ท่านที่สนใจสามารถคลิกอ่านรายละเอียดเพิ่มเติม หรือ ติดต่อสอบถาม เพิ่มได้ทันที

ขอขอบคุณข้อมูลจาก: https://www.samitivejchinatown.com

แชร์:

Facebook
Twitter
X

บทความเพิ่มเติม

การใช้ที่ตรวจสารเสพติดในองค์กร

วิธีตั้งมาตรฐานภายในสำหรับการใช้ที่ตรวจสารเสพติดในองค์กร ให้ตรวจได้เป็นระบบ โปร่งใส และลดปัญหาหน้างาน

การตั้งมาตรฐานภายในสำหรับการใช้ที่ตรวจสารเสพติดในองค์กร ช่วยลดความผิดพลาด เพิ่มความโปร่งใส และทำให้การตรวจพนักงานเป็นระบบมากขึ้น แนวทางสำคัญ ได้แก่ การกำหนดนโยบายการตรวจที่ชัดเจน ใช้ชุดตรวจมาตรฐานเดียวกัน จัดทำ SOP

การเลือกจำนวนที่ตรวจสำรองที่เหมาะสม

การเลือกจำนวนที่ตรวจสำรองที่เหมาะสมสำหรับองค์กร ลดปัญหาชุดตรวจไม่พอหน้างาน

การเลือกจำนวนที่ตรวจสารเสพติดสำรองที่เหมาะสม ช่วยให้องค์กรรองรับการตรวจพนักงานได้ต่อเนื่อง ลดปัญหาชุดตรวจไม่พอ และลดความเสี่ยงหน้างาน โดยควรพิจารณาจากจำนวนพนักงาน ความถี่ในการตรวจ ความเสี่ยงของงาน และระยะเวลาการจัดส่งสินค้า องค์กรส่วนใหญ่นิยมสำรองประมาณ 10–20%

สิ่งที่ต้องดูบนฉลากชุดตรวจสารเสพติด

7 สิ่งที่ต้องดูบนฉลากชุดตรวจสารเสพติดก่อนซื้อ เลือกให้ถูก ใช้งานได้จริง ลดปัญหาหน้างาน

ก่อนซื้อชุดตรวจสารเสพติด ควรตรวจสอบข้อมูลบนฉลากอย่างละเอียด เช่น วันหมดอายุ จำนวนช่องตรวจ ประเภทสารที่ตรวจได้ วิธีเก็บรักษา มาตรฐานการผลิต และวิธีอ่านผล เพราะปัจจัยเหล่านี้มีผลต่อความแม่นยำและการใช้งานจริงในองค์กร

วิธีใช้ชุดตรวจสารเสพติดในองค์กร

5 วิธีใช้ชุดตรวจสารเสพติดในองค์กรให้เป็นระบบมากขึ้น ลดความผิดพลาดและเพิ่มความน่าเชื่อถือ

การใช้ชุดตรวจสารเสพติดในองค์กรให้เป็นระบบ ช่วยเพิ่มความปลอดภัย ลดความผิดพลาด และเพิ่มความโปร่งใสในการบริหารพนักงาน วิธีสำคัญ ได้แก่ การกำหนดนโยบายตรวจที่ชัดเจน เลือกชุดตรวจให้เหมาะกับลักษณะงาน จัดขั้นตอนตรวจให้เป็นมาตรฐาน จัดเก็บผลตรวจอย่างเป็นระบบ

การใช้ที่ตรวจสารเสพติดในองค์กร

วิธีตั้งมาตรฐานภายในสำหรับการใช้ที่ตรวจสารเสพติดในองค์กร ให้ตรวจได้เป็นระบบ โปร่งใส และลดปัญหาหน้างาน

การตั้งมาตรฐานภายในสำหรับการใช้ที่ตรวจสารเสพติดในองค์กร ช่วยลดความผิดพลาด เพิ่มความโปร่งใส และทำให้การตรวจพนักงานเป็นระบบมากขึ้น แนวทางสำคัญ

Read More »
การเลือกจำนวนที่ตรวจสำรองที่เหมาะสม

การเลือกจำนวนที่ตรวจสำรองที่เหมาะสมสำหรับองค์กร ลดปัญหาชุดตรวจไม่พอหน้างาน

การเลือกจำนวนที่ตรวจสารเสพติดสำรองที่เหมาะสม ช่วยให้องค์กรรองรับการตรวจพนักงานได้ต่อเนื่อง ลดปัญหาชุดตรวจไม่พอ และลดความเสี่ยงหน้างาน โดยควรพิจารณาจากจำนวนพนักงาน

Read More »
สิ่งที่ต้องดูบนฉลากชุดตรวจสารเสพติด

7 สิ่งที่ต้องดูบนฉลากชุดตรวจสารเสพติดก่อนซื้อ เลือกให้ถูก ใช้งานได้จริง ลดปัญหาหน้างาน

ก่อนซื้อชุดตรวจสารเสพติด ควรตรวจสอบข้อมูลบนฉลากอย่างละเอียด เช่น วันหมดอายุ จำนวนช่องตรวจ

Read More »
วิธีใช้ชุดตรวจสารเสพติดในองค์กร

5 วิธีใช้ชุดตรวจสารเสพติดในองค์กรให้เป็นระบบมากขึ้น ลดความผิดพลาดและเพิ่มความน่าเชื่อถือ

การใช้ชุดตรวจสารเสพติดในองค์กรให้เป็นระบบ ช่วยเพิ่มความปลอดภัย ลดความผิดพลาด และเพิ่มความโปร่งใสในการบริหารพนักงาน วิธีสำคัญ

Read More »
Person stressed over work preparation

วิธีเตรียมแผนสำรองเมื่อที่ตรวจสารเสพติดไม่พอใช้หน้างาน ลดปัญหาหน้างานสะดุดและเพิ่มความปลอดภัยองค์กร

องค์กรที่ต้องใช้ชุดตรวจสารเสพติดจำนวนมาก ควรมีแผนสำรองเพื่อป้องกันปัญหาของไม่พอใช้หน้างาน โดยควรสำรองชุดตรวจประมาณ 20–30% ของการใช้งานเฉลี่ย

Read More »
ควรใช้ที่ตรวจสารเสพติดแบบเดียวกันทั้งหมดไหม

องค์กรที่มีหลายแผนก ควรใช้ที่ตรวจสารเสพติดแบบเดียวกันทั้งหมดไหม?

องค์กรที่มีหลายแผนกไม่จำเป็นต้องใช้ชุดตรวจสารเสพติดแบบเดียวกันทั้งหมด เพราะแต่ละฝ่ายมีลักษณะงานและระดับความเสี่ยงต่างกัน เช่น ฝ่ายขนส่งและโรงงานอาจต้องใช้ชุดตรวจที่แม่นยำและรวดเร็วกว่า ขณะที่ฝ่ายสำนักงานสามารถใช้ชุดตรวจพื้นฐานได้

Read More »
Medical Footer
ต้องการใบเสนอราคา
LINE